นับหนึ่งถึงล้านบนถนนงู

posted on 19 Sep 2010 13:12 by leon-leon  in Finance

 

 

นับหนึ่งถึงล้านบนถนนงู


ยังจำพระเอกชาวไซย่า นามว่า ซุน หงอคง หรือ ซุน โกคู กันได้รึเปล่าครับ ?
อยู่ดีๆวันนี้ผมก็นึกถึงตอนที่หงอคงเสียสละเพื่อปราบราดิช (ชาวไซย่าที่เป็นพี่ชายแท้ๆของหงอคง) ที่มารุกรานโลก
หลังจากที่ตายไป หงอคงก็ได้ไปที่ยมโลก โดยพระเจ้าได้ไปขอร้องพยายมเอ็นม่า เพื่อให้หงอคงได้เดินไปทางฝึกวิชากับท่านเจ้าพิภพ
เพื่อจะได้กลับมาต่อกรกับเบจิต้าที่จะมายังโลกในอีกหนึ่งปีข้างหน้า

ยมฑูตตนหนึ่งพาหงอคงมาที่ปากประตูถนนงู
ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะผ่านไปหาท่านจ้าวพิภพได้
ถนนงูเป็นทางแคบๆ ปากทางเป็นรูปงูไม่ก็มังกร (จำไม่ได้แล้ว)
แล้วหงอคงก็ต้องเดินบนตัวงูไปจนสุดหาง
แต่ ณ ที่ปากทางนั้นมองไม่เห็นหาง
หงอคงก็เลยถามยมฑูตตนนั้นว่า ทางเส้นนี้มีระยะทางเท่าไหร่กัน ?
ยมฑูตตอบกลับมาว่าน่าจะราวๆ หนึ่งล้านกิโลเมตร ได้
ระยะทางล้านกิโลเมตรมันยาวแค่ไหนกันนะ ?
แค่คิด แค่จินตนาการก็เหนื่อยเสียแล้ว !

มานึกๆดูอีกที
ผมเองก็กำลังเดินอยู่บนถนนงูเช่นกัน
ถนนงูล้านกิโลฯ ที่เหมือนจะยืดยาวไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด
เพียงแต่ถนนงูของผมนั้นปลายทางไม่ใช้การได้พบกับท่านเจ้าพิภพหรืออะไร
แต่เป็นการสะสมความมั่งคั่งให้มันผ่านหนึ่งล้านบาทต่างหาก


เนื่องจากผมตั้งใจไว้ว่าอยากจะมีเงินล้าน ก่อนอายุ 30
ผมว่าล้านแรกสำคัญนะครับ
เนื่องจากเค้าว่ากันหากมีล้านแรก ล้านอื่นๆจะตามมาเอง (รวมถึงหัวล้านด้วยรึเปล่าไม่ทราบ)
ล้านแรกจะเปลี่ยนเราให้เก่งและแข็งแกร่งขึ้น
เค้าว่ากันว่าอย่างนี้นะ
ผมก็เลยตั้งอกตั้งใจในการสร้างพอร์ตการลงทุนให้มันผ่าน 7หลักไปให้ได้

ผมเริ่มต้นออกเดินทางบนนถนนงู จากปากทาง กิโลเมตรที่ศูนย์
คือในวันที่ผมเรียนจบและเข้าทำงาน ไม่มีเงินเก็บสักกะบาทเดียว
แรกๆเราอาจจะมองไม่เห็นปลายทางหรอกครับ
เพียงแต่หากเราเชื่อว่าเราจะไปถึง และเดินไปเรื่อยๆ
ผมคิดว่ามันต้องถึงปลายทางแน่ๆ


การเดินทางล้านกิโลเมตรของผมในวันนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตที่น่าเอามาโอ้อวด
แต่ผมว่าสำหรับตัวผมเองแล้ว มันเหมือนเป็นความภูมิใจเล็กๆนะที่ได้ทำตามเป้าหมายที่วางไว้

ทุกครั้งที่ออกเดินทาง เราจะเติบโตขึ้น
ไม่ใช่เฉพาะการเดินทางด้วยเท้าอย่างเดียวเท่านั้น
การเดินทางตามความฝันหรือเป้าหมายแบบอื่นๆก็เช่นกัน
เราจะเติบโตขึ้น

อ้อ ลืมบอกไป
ณ วันนี้ ผมยังเดินทางไปไม่ถึงปลายถนนงูหรอกนะครับ
อยู่ระหว่างทาง ถ้านับเป็นระยะทางก็คงเดินมาได้ราวๆครึ่งทางอยู่
ถ้าไม่มีอะไรผิดไปจากการคำนวนของผมเท่าไหร่นัก
ผมก็คงเดินถึงปลายทางถนนงูในอีก 2 ปีข้างหน้ามั๊งครับ


2ปี ไม่นานหรอกครับ ถ้าเรามีความสุขกับระหว่างทางไปด้วย
อ้อ แล้วผมก็ไม่ได้ต้องรีบไปสู้รบปรบมือกับเบจิต้าเหมือนอย่างหงอคงนี่นา
 
 

แรกเริ่มนักลงทุน

posted on 17 Sep 2010 00:50 by leon-leon  in Finance

 

 

แรกเริ่มนักลงทุน

สำหรับคนธรรมดาอย่างคุณๆผมๆ ซึ่งไม่ได้นอนเกาพุงอยู่บนกองทองของเสด็จพ่อหรือหม่อมแม่นั้น
ก่อนที่จะมาเป็นนักลงทุน ทุกคนล้วนเป็นนักออมเงินมาก่อน ออมเงินทีละเล็กทีละน้อย จนมันกลายเป็นเงินก้อนใหญ่
จึงนำมันมาทำงานเพื่อให้ออกดอกผลจนงอกเงย โดยหวังว่ามันจะกลายเป็นเครื่องปั้มเงิน ทำงานให้เราในอนาคต

แต่ว่าทุกการเริ่มต้นนั้นผมเชื่อว่ามันไม่เคยง่าย
ช่วงแรกๆของทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ลำบากเสมอ
อาจจะด้วยการไม่คุ้นชิน หรือการที่ต้องฝืนสิ่งเดิมๆที่เคยชินมาก็ตาม

เช่น บางคนเริ่มออมเงินเดือน โดยตั้งใจว่าจะออมเงินทุกเดือน เดือนละเท่านั้นเท่านี้
แต่พอออมได้สักเดือนสองเดือน เดือนถัดมาที่สามที่สี่ กลับขาดวินัยไม่เก็บไม่ออมเงินเสียแล้วอย่างนั้น
ถ้าขาดวินัยแบบนี้ "นิสัย" ของการออมเงิน ก็ไม่เกิดสักที

หรือบางคนพอออมเงินได้สักหน่อย สี่ซ้าห้าเดือน เงินออมเล็กๆน้อยๆที่ออมแต่ละเดือน
ก็กลายเป็นก้อนโตๆขึ้นมาหน่อย กลับตบะแตกอยากได้นั่นได้นี่ พาลทุบกระปุกหรือถอนเงินในบัญชีออกมาใช้จ่ายเสียนี่

ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
บางคนก็เอาชนะมันได้
แต่บางคนก็ต้องคอยรบรากับมันอย่างยืดเยื้อไปตลอดชีวิต
แล้วเรามีวิธีจัดการยังไงกับมันได้บ้างนะ ?

ในฐานะที่ผมเคยเป็นนักออมเงินมาก่อน ( ปัจจุบันก็ยังออมอยู่ )
เป็นนักลงทุนรายย่อย เป็นพนักงานกินเงินเดือน เป็นคนที่มีฐานะปานกลาง
พูดง่ายๆว่าผมก็เป็นคนธรรมดาสามัญ มาตรฐานชายไทย
ที่เคยต่อสู้กับปัญหาด้านความมั่นคงของจิตใจในการออมเงิน
และก็ผ่านมันมาได้ จนปัจจุบันนิสัยการออมก็ติดตัวผมไปซะแล้ว
ก็จะมาเขียนแนวทางที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่คิดจะออมเงินไว้
เพื่อเป็นกำลังใจในการเก็บเงินนะครับ

ออมเงินใครๆก็ออมได้ครับ
แต่มันสำคัญกว่าว่าทำยังไงให้ตัวเรานั้นจะออมเงินได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

สาเหตุหลักๆที่เราออมเงินไม่ได้นั้นหลักๆก็เกิดจากตัวเราเลยครับ
นอกเหนือากนั้นก็จะเป็นเหตุผลรองๆ หรือเหตุจำเป็น
เช่น ต้องจ่ายค่าเล่าเทอม( ยกเว้นค่าเทอมน้องๆนักศึกษา ถือเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนะครับ )
ค่ารักษาพยาบาลคนในครอบครัว เหตุจำเป็นสุดวิสัยที่ทำให้ต้องใช้เงิน
นอกเหนือจากหลักๆแล้วก็คงเป็นเพราะตัวเราครับ
เก็บเงินไม่ได้ เพราะไม่ได้วางแผนการใช้จ่าย
วางแผนการใช้จ่ายแล้ว แต่ใช้เงินเกินตัว หรือซื้อของที่ไม่จำเป็นมากเกินไป
ไม่ก็ผัดวันประกันพรุ่ง คิดว่าเดือนหน้าฉันจะออมเงินให้สองเท่าเลย แต่เดือนนี้ขอผ่านก่อน
ออมเงินได้สักหน่อยแล้ว ก็ล้มเลิก เพราะอดทนไม่พอ

ทั้งหมดนี้เกิดจากตัวเราทั้งนั้น

แล้วเราควรจัดการกับตัวเรายังไงดี
ขั้นแรกก็คือการวางแผนการใช้จ่ายครับ
เช่น สมมุติว่า เรามีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน
ก็วางแผนจัดการแบ่งเป็นส่วนๆ โดยเอารายได้หลักที่จำเป็น ( ย้ำว่าที่จำเป็น ) เป็นตัวตั้งนะครับ
20,000 บาทต่อเดือน เราอาจจะมีรายจ่ายที่จำเป็นคือ
ค่าเช่าบ้าน 5,000
ค่าน้ำค่าไฟ 500
ค่าโทรศัพท์ 500
ค่าเดินทาง/ค่าน้ำมัน 3000
ค่าอาหาร 6000

รวมทั้งหมด 15,000 บาท

เหลือเงินอีก 5,000 บาท ก็นำเงินส่วนนี้มาออม

หรือไม่คุณก็อาจจะตั้งงบเอนเตอร์เทนเอาไว้บ้างก็ได้ครับ
มีความสุขบ้างอะไรบ้างใช่ไหมครับ
ในการเดินทางเป้าหมายนั้นสำคัญ แต่ระหว่างทางมันก็สำคัญไม่หยอกจริงไหมครับ

เช่นตั้งงบเอนเตอร์เทนไว้เดือนละ 2,000 บาท
ไว้ไปดูหนัง เที่ยวไปนั่น ช็อปนี่ แต่ว่าแต่ละเดือนต้องไม่เกินงบนี้
ส่วนที่เหลืออีก 3,000 บาทก็นำมาออมไว้

แล้วการออมนี่ควรออมเงินอย่างไรดี
การเก็บเงินโดยใส่ตุ่มฝังดินคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่ๆในยุคนี้
แน่นอนว่ามีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายตัวให้เราเลือกในการออมเงิน
ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝากประจำ หรือแม้กระทั่งกองทุนต่างๆ
แต่ที่ผมจะแนะนำก็คือ บัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี
ซึ่งบัญชีเงินฝากประเภทนี้นั้น มักจะช่วยสร้างวินัยทางการเงินให้เราไปด้วย
เนื่องจากบัญชีประเภทนี้มีเงื่อนไขว่า
ต้องฝากเงินเป็นจำนวนที่เท่าๆกันทุกเดือนเป็นระยะเวลา 24เดือนบ้าน 36เดือนบ้างแล้วแต่เราเลือก
ที่นี้เราก็ต้องตัดสินใจแล้วล่ะว่า เราจะออมเงินเดือนละเท่าไหร่
หากเดือนละ 3,000 ก็ต้องฝาก 3,000 ไปทุกเดือนเป็นระยะเวลา 2ปี
จะเดินเข้าไปฝากด้วยตัวเองในธนาคาร , ฝากทางเครื่องรับฝากอัตโนมัติ
หรือแม้กระทั่งการสั่งหักบัญชีอัตโนมัติก็สามารถทำได้

แต่ผมแนะนำให้เราไปฝากด้วยตัวเองนะครับ
เงินเดือนออกก็เอาไปฝากเอง เพราะมันเป็นการสร้างความมั่นใจ
และนิสัยในการออมเงินให้เราอย่างเห็นภาพมากกว่า

และแนะนำว่า เงินเดือนออกให้หักไปฝากก่อนนะครับ
อย่าไปใช้ก่อนแล้วเหลือมาฝาก เพราะส่วนมากมันจะไม่ค่อยเหลือ จริงไหมครับ ?


พอครบ 2ปี
ผมเชื่อว่าระยะเวลา 24เดือน น่าจะสร้างนิสัยและวินัยในการออมให้คุณได้
จากนั้นการออมก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ

 

 

ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีสติในการลงทุนครับ

 

พูดถึงการลงทุนสุดฮิตในปัจจุบัน
ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับตัวลดลงมาต่ำแทบจะติดดิน
คงหนีไม่พ้นการลงทุนใน ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ แล้วก็หุ้น

ส่วนตัวผมเองนั้น ในสามอย่างที่กล่าวมา
ผมถูกใจการลงทุนในหุ้นมากที่สุด (แต่บางครั้งก็แอบแบ่งเงินบางส่วนไปซื้อกองทุนรวมบ้างเช่นกัน)

เพื่อนหลายคนถามว่า ทำไมไม่เอาเงินไปซื้อทอง ซื้อที่ดิน ซื้อคอนโด เก็บไว้ล่ะ
ราคาหรือค่าเช่ามันมีแต่จะเพิ่ม
ซึ่งก็ถูกต้องเช่นกัน เนื่องจากราคาของทองคำ ที่ดิน และค่าเช่าคอนโดนั้นมักจะปรับตัวตามเงินเฟ้อ
ทำให้เงินลงทุนของเรานั้นค่อนข้างที่จะอุ่นใจได้ว่ามันจะปลอดภัยในระดับหนึ่ง
อุ่นใจจากการกัดกร่อนของเงินเฟ้อ และก็จากการด้อยค่าของสินทรัพย์

ผมก็ได้แต่ยิ้มๆ
เพราะผมมีเหตุผลที่ลงทุนในหุ้นอยู่ในใจอยู่แล้ว
แต่ก็ไม่ได้อธิบายออกไปให้เพื่อนผู้หวังดีหลายๆคนฟังสักเท่าไหร่
เพราะหากอธิบายให้มันฟังจริงๆคงจะจ้อกันยาว

วันนี้ได้ทีจึงอาศัยการจดบันทึกลงใน Blog ว่าทำไมผมจึงเลือกลงทุนในหุ้น
แทนที่จะเป็นทองคำ หรือ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นการลงทุนสุดฮิตของปัจจุบัน
 
 
เหตุผลที่ผมเลือกลงลงทุนในหุ้น
ข้อแรกเลยก็คือ การลงทุนในหุ้นนั้นใช้เงินลงทุนเริ่มต้นจำนวนเล็กน้อยก็สามารถลงทุนได้แล้ว
ตัวอย่างเช่น การเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เริ่มแรกนั้นแค่ 10,000 บาทก็เปิดบัญชีได้แล้ว
และแถมยังสามารถลงทุนซื้อหุ้นขั้นต่ำเป็นจำนวนแค่ 100หุ้นได้อีกด้วย
ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายกว่า ถ้าเทียบกับการลงทุนอีกสองแบบ
ก็คือทองคำ ซึ่งหากจะเก็งกำไรทองคำ หรือลงทุนในระยะยาวๆเป็นเดือนเป็นปีนั้นก็ต้องลงทุนในทองคำแท่ง
ขั้นต่ำก็แท่งละ 5-10 บาท เป็นเงินจำนวนมากกว่าการเริ่มต้นลงทุนในหุ้นมาหลายเท่า

ส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นแทบไม่ต้องพูดถึงเลย
เนื่องจากเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่อย่งน้อยก็น่าจะหลักเฉียดๆ 1ล้านบาทขึ้นไป
ซึ่งส่วนมากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็มักจะพ่วงมาด้วยการกู้ยืมจากสถานบันการเงินอีกต่อหนึ่งด้วย
โดยสถาบันการเงินมักจะปล่อยกู้ให้เราเพียงแค่ 80-90% เท่านั้น
เงินส่วนต่างที่เหลือเราต้องจ่ายเอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่กว่าการลงทุน 2 แบบที่กล่าวถึงไปเยอะทีเดียว
เช่น สมมุติว่าคอนโดราคา 1ล้าน  กู้แบงค์ได้ 80%  ก็คือ 800,000 บาท
ส่วนต่างที่เหลืออีก 200,000 บาท นั้นเราก็ต้องใช้เงินของเราสมทบเองครับ
 
 
ข้อสองก็คือการลงทุนในหุ้นนั้นมีสภาพคล่องค่อนข้างสูง
ถ้าเกิดว่าเรารู้จักลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีปริมาณการซื้อขายต่อวันที่สูงแล้วล่ะก็
สภาพคล่องของการเปลี่ยนจากหุ้นเป็นเงินสด หรือ เงินสดเป็นหุ้นนั้น แทบไม่มีปัญหา
สามารถทำได้ง่ายๆภายในไม่กี่นาทีด้วยซ้ำ

ในข้อนี้ทองคำก็ได้เปรียบเช่นกัน
เนื่องจากมีร้านค้าทองรองรับในการซื้อขายอยู่มาก

ซึ่งต่างจากอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งไม่มีตลาดรองหรือตลาดบ้านมือสองอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนมือ ซื้อขายก็ต้องพึ่งนายหน้าหรือลงทุนป่าวประกาศเองเสียเป็นส่วนใหญ่
แล้วก็ไม่ได้ขายออกง่ายๆภายในวันเดียว
ยิ่งถ้าคนซื้อทำเรื่องกู้เงินจากธนาคารมาซื้อเรา ก็ต้องรอกันไปรอกันมาหลายฝ่ายเช่นกัน
ดังนั้นการเปลี่ยนมือจากอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินสดนั้นจึงต่ำมาก

ในช่วงที่พอร์ตการลงทุนของเรายังเล็กอยู่นั้น
เราจึงยังไม่ควรลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากนัก(หรือไม่ลงเลย)
เราหากลงทุนไป การลงทุนนี้จะกลายเป็นการลงทุนที่เป็นสัดส่วนที่สูงสำหรับพอร์ตเรา
ทำให้หากมันสร้างผลตอบแทนให้เราได้ไม่ดี
มันจะกลายเป็นตัวฉุดผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตการลงทุนเราลงไปเยอะเลยทีเดียว
อีกอย่างก็คือ หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจนั้น การหาทางหนีทีไล่
ขายอสังหาริมทรัพย์ออกมาถือเงินสดนั้นยิ่งทำได้ยากเข้าไปใหญ่
( โดยเฉพาะกรณีฟองสบู่แตก )
 
 
ข้อที่สามก็คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยของการลงทุนทั้ง 3แบบ
ทอง เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้
1ปี อาจจะได้กำไร 30% ก็ได้
10ปี อาจจะกำไร 400% ก็มีมาแล้ว
3เดือน อาจจะติดลบ 10% ก็อาจจะได้เห็น
ไม่มีผลตอบแทนระหว่างที่เราถือครอง ไม่มีดอกไม่มีผล
วัดกันทีตอนขายเท่านั้น

ส่วนอสังหาริมทรัพย์
ผมจะไม่พูดถึงการซื้อมาขายไปของอสังหาริมทรัพย์
เพราะมันเป็นคล้ายๆการเก็งกำไร
ซื้อมาขายไปรอบนึง พออยากมีรายได้ก็ต้องหาซื้อมาเพื่อจะขายแพงกว่าอีกรอบหนึ่ง
รายได้แบบนี้ไม่ยั่งยืนครับ เราไม่ได้มีอาชีพเป็นนายหน้าค้าที่ดินนิ ?

ผมจะพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า
โดยส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนราวๆ 5-6%
เช่นตึกแถวราคา 1ล้าน หากนำมาปล่อยให้เช่าก็จะอยู่ที่ราวๆเดือนละ 5,000 บาท
ตกปีละ 60,000 บาท เทียบกับผลตอบแทนก็อยู่ที่ 6% ( 60,000/1,000,000 )
ซึ่งถ้าหากมีเงินเย็นที่มากพอ ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่งครับ

ส่วนการลงทุนในหุ้น
มักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยๆ 10%ต่อปี ขึ้นไป
หากลงทุนในกองทุนอิงดัชนี SET50 ผลตอบแทนเฉลี่ยๆก็จะอยู่ที่ราวๆ 10% รวมเงินปันผล
ส่วนการเลือกหุ้นแบบFocusกิจการบริษัทที่มั่นคงและเติบโตตามแบบฉบับของ value Investor นั้น
ผลตอบแทนก็มักจะอยู่ที่ 15% ขึ้นไปครับ
 
 
ทุกวันนี้เนื่องจากพอร์ตผมยังเล็กอยู่
และผมก็ยังอายุน้อย ( สามารถรับความเสี่ยงได้มาก )
ผมก็เลยเลือกที่จะลงทุนในหุ้น 100%
แต่วันใดวันหนึ่งหาก Portfolio ความมั่งคั่งของผมเติบโตขึ้น
ผมก็อาจจะเลือกมาลงทุนในทางเลือกอื่นๆมากขึ้นก็เป็นได้

เพราะว่าชีวิตมันไม่มีสูตรตายตัว จริงไหมครับ?

 

 

เมื่อคืนนั่งพิมพ์ตอบข้อความบน FB ของนักลงทุนท่านนึงครับ
เค้าถามว่า ควรจะเริ่มลงทุนอย่างไรดี ?

ก็เลยร่ายซะ 8 ข้อ
วันนี้จะมาขยายความสักหน่อย
ถือเป็น Road Map สำหรับ Value Investor มือใหม่ก็แล้วกันครับ
เพราะไอ้ผมมันก็มือใหม่เหมือนกัน

1. มีความเข้าใจในการบริหารเงินสู่อิสระภาพทางการเงิน
ข้อนี้ถือเป็นเป้าหมายหลัก หรือภาพกว้างๆครับ เพื่อให้เรารู้ว่า เราควรจะลงทุนไปเพื่ออะไร
ไม่ใช่ว่าลงทุนไปวันๆ วันนี้เก็งกำไรได้กำไรมา 20,000 ซื้อ BB มาแจกหญิง แบบนี้ก็ไม่ใช่

หากเราเข้าใจถึงการลงทุนระยะยาวเพื่ออิสระภาพทางการเงินของชีวิตแล้ว
เราจะมองภาพในมุมมองที่กว้างขึ้น และเราจะมองไปข้างหน้าได้ไกลขึ้นครับ
หากเรามองไปที่เป้าหมาย วันนี้เราอาจจะยอมออมเงินและลงทุนเพื่ออนาคต
คือ วันนี้อาจจะสุขพอประมาณ แต่เรามองไปที่ความสุขในวันที่เราเดินถึงจุดหมาย
มากกว่าการมีความสุขแบบปัจจุบันทันด่วนครับ!

2. ศึกษาแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า
ซึ่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ผมว่ามันเป็นการลงทุนที่แปลก
เพราะปกตินั้น High Risk จะมาคู่กับ High Return
แต่การลงทุนแบบ Value Investing นั้น
ที่ผลตอบแทนปานกลางถึงสูง( 15%ขึ้นไป ) ความเสี่ยงจะค่อนข้างต่ำครับ

อีกอย่างก็คือหากเราเลือกหุ้นดีๆ พื้นฐานกิจการแข็งแกร่งนั้น
ยิ่งถือนาน ความเสี่ยงยิ่งลดลงครับ

3. อ่านงบการเงินให้เป็น + วิเคราะห์ธุรกิจให้ออก
งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ต้องอ่านให้ออกครับ
ถ้าอ่านไม่ออกก็เสียเปรียบชาวบ้านแย่
และวิเคราะห์ธุรกิจให้ออก เพราะการลงทุนก็คือการที่เราซื้อนาคตของบริษัท
บริษัทนี้เราคาดว่ามันจะเติบโต สร้างผลกำไรให้เรา เราถึงควักเงินซื้อ
3ปี , 5ปี , 10ปี มันจะเป็นอย่างไร
ถ้ามองอนาคต 10ปี ดูไม่ออก  ก็ดู สัก 3ปี พอเราศึกษามันไปเรื่อยๆ เราก็จะเดาทางมันออกเอง ( มั๊ง )

4. ลงทุน และ ลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอ
ในกรณีที่พอร์ตยังเล็กอยู่ ก็ควรนำเงินออมที่ออมได้มาลงทุนเพิ่ม
เนื่องจะ เก็บไว้ในธนาคารก็ถูกเงินเฟ้อกัดกินไปหมด
เอามาลงทุนจะดีกว่า เนื่องจากการลงทุนในหุ้นเป็นการต่อต้านเงินเฟ้อได้ดีที่สุด
 
5. สงบ สยบ ความวุ่นวาย
การซื้อขายบ่อยๆ นอกจากจะช่วยให้การตัดสินใจที่ถูกต้องโดนรบกวนแล้ว
ยังสิ้นเปลืองค่าคอมมิชชั่นในการเทรดหุ้นโดยใช่เหตุอีกด้วยครับ
ถ้าวิเคราะห์มาอย่างดีแล้ว ก็ต้องกล้าที่จะปล่อยให้พอร์ตมันรันไปของมัน
หากปรับพอร์ตบ่อยๆ จะเป็นการรบกวนมันเสียเปล่าๆ

6. เช็คสุขภาพพื้นฐานบริษัทที่เราเป็นเจ้าของอย่างสม่ำเสมอ
หุ้น คือ ความเป็นเจ้าของ   เพราะงั้นเจ้าของควรจะรู้เรื่องราวในบริษัทให้มากหน่อย
ผลการดำเนินการเป็นยังไง กำไรดีไหม ดีขึ้นจากอะไร ลดลงเพราะอะไร
ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไหม เศษฐกิจของประเทศมีผลยังไงต่อกิจการของเรา
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปไหม คู่แข่งเป็นยังไงบ้าง ฯลฯ
 
7. นำเงินปันผลมาทบต้นไปเรื่อยๆ
ทบก็ดี ไม่ทบก็ได้ แล้วแต่ตัวบุคคลครับ
แต่ถ้าเอามาทบ พอร์ตก็จะโตไวขึ้น ด้วยพลังของการทบต้นครับ
ถ้าอยากให้ตัวเรามีวินัยในการลงทุน ก็สัญญากับตัวเองไว้เถอะครับ
เงินปันผล + เครดิตภาษีทุกบาททุกสตางค์ ฉันจะนำมาทบต้น
แบบนี้ถ้าพอร์ตไม่โตก็ให้รู้ไปครับ :D

8. ให้เวลาพาร่ำรวย
เวลาเป็นเพื่อนที่ดีของกิจการที่แข็งแกร่ง
หากเราเป็นเจ้าของบริษัทที่แข็งแกร่ง
การที่เวลาหมุนเวียนผ่านไป
หากบริษัทเติบโต เจริญก้าวหน้าขึ้น
พอร์ตเราย่อมเติบโตไปในทิศทางเดียวกับบริษัทที่เราเป็นเจ้าของ
เรียกได้ว่าบริษัทรวยขึ้น เราก็รวยด้วยตามบริษัท
มันเป็นตรรกะ มันเป็นเหตุเป็นผลต่อกันครับ

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่าน โชคดี และ "มีสติ" ในการลงทุนครับ!

 

 

ช่วงหลายปีทีผ่านมานี้
คำว่า อิสระภาพทางการเงิน ได้เข้ามามีบทบาทกับวิถีการดำเนินชีวิตของ คน พอสมควร
หลายคนนั้นจึงตั้งเป้าหมายของชีวิตไว้ที่ อิสระภาพทางการเงิน

อิสระภาพทางการเงินนั้นมันดีอย่างไร ?
ทำไมคนบางคนจึงอยากไขว่คว้ามันนัก

อิสระภาพทางการเงิน น่าจะหมายถึง
อิสระภาพ + (จาก)การเงิน หรือ เรื่องเงินๆทองๆ

หากอธิบายด้วยภาษาวิชาการหน่อยก็คือ
การที่เรามีรายได้จากอะไรก็ตามที่เราไม่ต้องออกแรงทำงานเอง ( หรือ Passive Income )
มากกว่า ค่าใช้จ่ายของเรา

เช่น คุณอาจจะมี ตึกแถว 10 คูหา
ปล่อยให้ชาวบ้านชาวช่องเช่าอยู่ คูหาละ 10,000 บาท ต่อเดือน
เท่ากับคุณมีรายได้จากอะไรก็ตามที่คุณไม่ต้องออกแรงทำงานเอง ( ในที่นี้คือรายได้จากค่าเช่าตึกแถว )
เดือนละ 100,000 บาท ( คูหาละ 10,000 สิบคูหา )
นั่นคือจำนวน Passivie Income ของคุณใน 1 เดือน

Passive Income เดือนละ 100,000 บาท
ถือว่ามีอิสระภาพทางการเงินหรือไม่ ?
คำตอบก็คือ ไม่แน่

เพราะการที่จะวัดว่า ใครมีอิสระภาพทางการเงินหรือไม่ ต้องเทียบจาก
รายได้จาก Passive Income กับ ค่าใช้จ่าย
ถ้า Passive Income มากกว่าค่าใช้จ่ายก็ถือว่า คนๆนั้นมีอิสระภาพทางการเงิน

แต่ถ้าหาก Passive Income เดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายเดือนละ 120,000 เนื่องจากมีภาระมาก เช่น ภรรยา 3 ลูกอีก 4 พ่อตาอีก 2
แบบนี้ก็ถือว่ายังไม่มีอิสระภาพทางการเงิน
เพราะว่า รายได้จากตึกแถวไม่เพียงพอเลี้ยงตัวและครอบครัว
ต้องหารายได้จากการทำงานมาเป็นค่าใช้จ่ายอีกอย่างน้อย 20,000 ต่อเดือน

ดังนั้นตัวแปรของ อิสระภาพทางการเงินจึงขึ้นอยู่กับ
รายได้จาก Passive Income และ ค่าใช้จ่าย

เช่น สมมุติว่าคนที่ปีๆหนึ่งมีรายได้จากเงินปันผลปีละ 600,000 บาท ( เฉลี่ยต่อเดือน เดือนละ 50,000 บาท )
แต่มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนแค่ 20,000 บาท ก็ถือว่ามีอิสระภาพทางการเงินได้
และยังสามารถนำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้จ่าย (เดือนละ 30,000) ไปลงทุนให้งอกเงยเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ถือเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานะทางการเงินแบบยั่งยืนอีกต่อหนึ่งด้วยครับ

เคยมีกลุ่มนักลงทุนนั่งถกกันว่าแล้ว Passive Income ควรจะมากกว่า ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ดี
จึงจะเป็น อิสระภาพทางการเงินที่เหมาะสมและปลอยภัยต่อสถานะอิสระภาพทางการเงินนั้น
ก็มีนักลงทุนผู้หนึ่งในแนวคิดว่า เราควรจะมี Passive Income อย่างน้อยให้มากกว่า ค่าใช้จ่าย 2 เท่า
จึงจะถือว่าปลอยภัยครับ และ สามารถทำให้มูลค่าสินทรัพย์เราเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆอีกด้วย ในด้านของการลงทุนแบบทบต้นครับ

ดังนั้น ,
มูลค่าของอิสระภาพทางการเงิน
ควรจะมี Passive Income เป็น 2 เท่าของค่าใช้จ่ายเป็นอย่างน้อยครับ !